บอย พิษณุ โดนโฟกัสผิดจุดอีกแล้ว! ถอดโชว์หน้ากระจก ท่าโพสดึงดูดสายตาเหลือเกิน

บอย พิษณุ
บอย พิษณุ

บอย พิษณุ โดนโฟกัสผิดจุดอีกแล้ว! ถอดโชว์หน้ากระจก ท่าโพสดึงดูดสายตา นักร้องหนุ่มมากความสามารถ ที่ลุกขึ้นมาใช้พื้นที่บนอินสตาแกรม

@boy_pisanu เขียนแคปชั่นบอกเล่าความตั้งใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองในช่วงที่ต้องเบรกงานยาวๆ เพราะการระบาดระลอกใหม่ของเชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งมีเนื้อหาว่า…

“โควิดปีที่แล้วน้ำหนักเพิ่มมา 6 กก!!!!! ปีนี้กรูจะไม่อ้วนแบบนั้น!!!! สะกดจิตตัวเองไว้บอยๆ”

และจากโพสต์ดังกล่าวนี้เอง บอย พิษณุ ก็ยังได้แนบภาพขณะยืนถ่ายถอดเสื้อโชว์กล้ามแน่นๆ หน้ากระจก พร้อมกับโพสท่าดึงขอบกางเกงอวดความฟิตแอนด์เฟิร์มให้ได้ส่องกันแบบเต็มสองตา

แต่ทว่าคอมเมนต์จากเพื่อนพ้องคนดังกลับไม่ได้มีแค่เสียงชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจในการดูแลรูปร่างของเจ้าตัวเท่านั้น เพราะหลายๆ คนที่ได้เห็นภาพ ต่างก็เข้ามาทักเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดึงต่ำอีกสิคะๆ”, “แซ่บมากพ่อเอ้ยยย เอ่อ ขอดึงลงมาหน่อยได้มั้ย” ฯลฯ จนแฟนๆ ต้องกดไลก์กดถูกใจแบบรัวๆ กันยกใหญ่

แหม…แหม เห็นแบบนี้แล้วก็ต้องยอมรับเลยว่า บอย พิษณุ เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ครบเครื่องทั้งเรื่องความแซ่บ และความเป็นหนุ่มอารมณ์ดีจริงๆ อิอิ แทงบอลออนไลน์

‘ฟอลส์ไนน์’ ทีมเวิร์ค’และ’ควอดรูเพิลแชมป์’

ช่องว่าง 14 คะแนน
ช่องว่าง 14 คะแนน กับโปรแกรมแข่งขันที่เหลือ 10 เกมสุดท้าย แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีทีมใดพรากโทรฟี่พรีเมียร์ลีกไปจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ความพ่ายแพ้ในเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เป็นเพียงแค่การหยุดสถิติชนะรวดในพรีเมียร์ลีกเอาไว้ที่ 15 เกม และไม่แพ้ใคร 19 เกมติดต่อกัน แต่ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

เพราะต่อให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พลาดอีกถึง 3-4 เกมในช่วงที่เหลือ แต่คิดเหรอว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เลสเตอร์ ซิตี้ จะชนะรวดใน 10 เกมสุดท้าย
ถือเป็นฤดูกาลที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องเหนื่อยและปวดหัวกับการเตรียมความพร้อมของทีมมากกว่าฤดูกาลอื่นๆ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอาการบาดเจ็บ ไม่ฟิตสมบูรณ์ และยังมีเรื่องผลบวกโควิด-19 ที่กระทบทีมในช่วงเวลาหนึ่งด้วย
‘ฟอลส์ไนน์’ จึงถูกนำมาใช้แทบทุกเกมในฤดูกาลนี้ แทนที่จะส่งผลกระทบกับทีมของ เป๊ป บ้างไม่มากก็น้อย แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกอย่างดูราบรื่นดี และการไม่มีศูนย์หน้าแท้ๆ อยู่ในสนาม ก็ส่งผลให้การยิงประตูถูกกระจายออกไปในแต่ละตำแหน่ง โดยเฉพาะตัวรุกริมเส้นและกองกลาง
ช่องว่าง 14 คะแนน
อิลคาย กุนโดอาน กองกลางที่มีอิสระในการสอดขึ้นไปเล่นเกมรุกตามแนวทางของ เป๊ป คือผู้นำดาวซัลโวของทีมเวลานี้ที่จำนวน 14 ประตูรวมทุกรายการ แยกเป็น 12 ประตูในพรีเมียร์ลีก และ 2 ประตูในแชมเปี้ยนส์ลีก
ตามด้วย ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกที่โดนวิจารณ์เยอะแทบทุกซีซั่น กับการใช้โอกาสสิ้นเปลือง แม้ฤดูกาลนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่ก็ทำไปแล้ว 13 ประตู เป็นในพรีเมียร์ลีก 9 ประตู, เอฟเอคัพ 1 ประตู, คาราบาวคัพ 2 ประตู, แชมเปี้ยนส์ลีก 1 ประตู
อันดับสามมีสองคน ฟิล โฟเด้น ยิงไปแล้ว 11 ประตู กับการรับบทบาทในแนวรุกมากขึ้นในฤดูกาลนี้ อีกคนถึงเป็นศูนย์หน้า กาเบรียล เชซุส ที่ซีซั่นนี้ก็ยังพิสูจน์ตัวเองให้กลายเป็นตัวหลักไม่ได้ ทั้งที่โอกาสมาแล้ว
61 ประตูจาก 29 เกม ยิงมากที่สุดในบรรดา 20 ทีมพรีเมียร์ลีก ถูกกระจายออกไปเป็นของนักเตะมากถึง 15 คน แสดงให้เห็นถึงการเล่นเป็นทีม ยึดระบบของ เป๊ป เป็นหลักมากกว่าที่จะมีซูเปอร์สตาร์คนใดคนหนึ่งแบกทีมเอาไว้
จะได้เห็นจากฟอร์มการเล่นโดดเด่นที่สลับกันมาไม่ซ้ำหน้าในแต่ละเดือน เริ่มตั้งแต่ เควิน เดอ บรอยน์ เดือนกันยายน, ไคล์ วอล์คเกอร์ เดือนตุลาคม, รูเบน ดิอาส เดือนพฤศจิกายน, จอห์น สโตนส์ เดือนธันวาคม, อิลคาย กุนโดอาน เดือนมกราคม และ ริยาด มาห์เรซ เดือนกุมภาพันธ์ เจ้าของรางวัล เอติฮัด เพลเยอร์ ออฟ เดอะ มันธ์ ของสโมสรในแต่ละเดือน
ที่สำคัญ นอกเหนือจากว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว ซีซั่นนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ทั้ง 4 รายการ คาราบาวคัพ รอชิงชนะเลิศกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ วันที่ 25 เมษายน, เอฟเอคัพ รอเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายเยือน เอฟเวอร์ตัน วันที่ 20 มีนาคม และแชมเปี้ยนส์ลีก ที่น่าจะผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ไม่ยาก หลังจากบุกชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค มาก่อนในเกมแรก 2-0
อย่างน้อย เป๊ป ก็แสดงให้เห็นว่าในฤดูกาลนี้ การขาดตัวหลักไปสักกี่คนก็ไม่สามารถทำอะไร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ เพราะนักเตะทุกคนสามารถสลับเล่นตำแหน่งใดก็ได้เท่าที่เจ้านายต้องการ แทงบอลออนไลน์

อาร์เซน่อล ทำได้เพียงเสมอ เบิร์นลีย์

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล ทำได้เพียงเสมอ เบิร์นลีย์ 1-1 ในเกมที่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเต็มไปหมดทั้งจากตัวเองและผู้ตัดสิน

“ปืนใหญ่” ออกนำก่อนตั้งแต่ต้นเกมจากความสามารถเฉพาะตัวของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แต่แล้วก็เสียประตูให้เบิร์นลีย์ไม่น่าเชื่อจากความผิดพลาดของ กรานิต ชาคา

จากนั้นก็มีความผิดพลาดต่างๆ มากมายเกิดขึ้นที่สนาม เทิร์ฟ มัวร์ ก่อนลงเอลยด้วยการเสมอที่เหมือน “แพ้” สำหรับ มิเกล อาร์เตต้า และลูกทีม

บทสรุปความผิดพลาดทั้งหมดมีดังนี้ 

1. จ่ายพลาดสุดช็อก 

อาร์เซน่อล ต้องโทษตัวเองอย่างเดียวกับประตูที่เสียให้ เบิร์นลีย์ ในนัดนี้เพราะไม่สามารถมองเป็นอย่างอื่นได้เลย

การเซตบอลจากแนวรับขึ้นมาของ อาร์เซน่อล เคยผิดพลาดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และครั้งนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ กรานิต ชาคา รับบอลจาก แบรนด์ เลโน่ แล้วเตะไปติด คริส วู้ด เด้งเข้าประตูไปสุดช็อก

จังหวะนี้ แบรนด์ เลโล่ ไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ ชาคา หากประเมินว่ามีคู่แข่งล้อมทุกด้าน เขาควรเตะเปิดโด่งขึ้นมาเลย แต่เมื่อจ่ายมาให้แล้ว ชาคา ที่เป็นคนแบมือขอบอลก็ต้องเล่นให้ชัวร์มากกว่านี้

ชาคา เห็นอยู่แล้วว่ามีคู่แข่งอยู่ตรงไหนบ้าง มีกี่คนที่อยู่ใกล้ตัวเอง เขาควรต้องคิดล่วงหน้าว่าจะเล่นอย่างไรต่อไป ต้องคิดทางเลือกที่มีความ “เสี่ยง” น้อยที่สุด

แต่ ชาคา เลือกทางเลือกที่ยากสุดและเสี่ยงสุด เขาพลิกตัวออกซ้าย บอลเข้าเท้าขวาข้างไม่ถนัด และมี คริส วู้ด ยืนดักอยู่ในตำแหน่งกลางประตูที่มีโอกาสทำประตูได้มากกว่า โยฮัน เบิร์ก กุ๊ดมุนด์สสัน ที่อยู่ฝั่งขวา

หากเขาเลือกพลิกออกขวา บอลจะเข้าซ้ายข้างถนัดที่น่าจะเปิดได้ดีกว่า หรือหากเปิดติด กุ๊ดมุนด์สสัน มุมที่ยิงประตูจะยากกว่า คริส วู้ด แถมยังมี เลโน่ ยืนในตำแหน่งที่มีโอกาสเซฟประตูได้

แต่ทางเลือกที่ดีสุดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจังหวะนี้ของ ชาคา คือควรเป็นเตะออกหลังไปเลย ยอมเสียเตะมุม หรืออีกทางเลือกที่เสี่ยงอยู่บ้างคือ แปะคืน เลโน่ อีกรอบเพื่อให้ เลโน่ สาดโด่งออกไป ซึ่งแม้จะเสี่ยงอยู่บ้างแต่ก็ดีกว่าการที่ ชาคา เลือกแตะเข้าเท้าขวาข้างไม่ถนัด

อาร์เซน่อล เล่นสไตล์เซตบอลจากข้างหลังมาตั้งแต่ยุค อูไน เอเมรี่ จนมาถึงยุคของ มิเกล อาร์เตต้า ซึ่งเป็นการเล่นที่เสี่ยงมากและการโดนคู่แข่งไล่เพรสซิ่งจนเสียบอล เสียประตู

อาร์เซน่อล
ชาคา พลาดเหลือเชื่อ

การยึดในสไตล์การเล่นนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเล่นแบบนี้ทุกจังหวะ หากประเมินว่ามีความเสี่ยงทั้งคู่แข่งอยู่กันหลายคนและพร้อมวิ่งบีบเร็ว ก็ควรเลือกเปิดโด่งไปวัดแย่งบอลกลางสนามกันดีกว่าเพราะต่อให้เสียบอลก็ยังไม่อันตรายเท่ากับการเสียบอลหน้าเขตโทษหรือในเขตโทษตัวเอง

เพราะนั่นแทบจะเสียประตูในทันทีแบบที่เกิดขึ้นล่าสุด

2. ผู้ตัดสินพลาด

เป็นอีกครั้งที่การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินและทีมงานส่งผลต่อการแข่งขันอย่างมาก

จังหวะตัดสินค้านสายตาคนทั้งโลกเกิดขึ้นในครึ่งหลังที่ นิโกล่าส์ เปเป้ กระดกบอลไปติดแขน เอริก ปีเตอร์ส กองหลัง เบิร์นลีย์ ต้องเป็นจุดโทษแน่นอนเพราะชัดเจนอย่างมาก แต่ผู้ตัดสิน อันเดร มาร์ริเนอร์ กลับปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป ไม่ได้เป่าหยุดเกมเพื่อเช็กให้ละเอียดแต่อย่างใด

มาร์ริเนอร์ อาจได้สัญญาณจากทีมงานวีเออาร์ที่นำโดย เดวิด คูต แล้วว่าไม่มีการฟาวล์ชัดเจนจนถึงขั้นต้องให้จุดโทษ ซึ่งหากเป็นแบบนี้ทีมงานวีเออาร์ที่มีโอกาสดูภาพช้าและเหตุการณ์อีกครั้งยิ่งผิดพลาดอย่างมาก

จังหวะต่อมา มีเหตุการณ์แฮนด์บอลในเขตโทษและจากคนเดิม เอริก ปีเตอร์ส ซึ่งตอนแรก อันเดร มาร์ริเนอร์ ชักใบแดงไล่ออกเพราะมองว่าจงใจใช้มือปัดลูกยิงของ อาร์เซน่อล

แต่พอได้สัญญาณจากวีเออาร์ให้เช็กเหตุการณ์โดยละเอียดจึงยกเลิกใบแดงดังกล่าวเพราะบอลไปโดนหัวไหล่เกือบติดซอกคอ ไม่เป็นการแฮนด์บอลแต่อย่างใดซึ่งถือว่าถูกต้อง

การแก้ไขคำตัดสินในจังหวะที่สองทำได้ถูกต้อง แต่นั่นก็เกิดคำถามถึงมาตรฐานในการตัดสินและการใช้วีเออาร์เพราะจังหวะแรกกลับไม่เป่าหยุดเกมเพื่อเช็กเหตุการณ์ให้ถูกต้องเหมือนจังหวะที่สองที่หยุดเกมใช้เวลาเช็กอย่างละเอียด

หลังมีเสียงวิจารณ์อย่างหนักเกิดขึ้น พรีเมียร์ลีกพยายามแก้ตัวในจังหวะนี้ “ลูกฟุตบอลพุ่งเข้าหาผู้เล่นในระยะประชิดทำให้ไม่มีเวลาตอบโต้”

คำอธิบายของพรีเมียร์ลีกยิ่งก่อให้เกิดคำถามมากกว่าเดิมเพราะเมื่อเทียบกับอีกหลายเหตุการณ์ที่มีการแฮนด์บอลในเขตโทษก็ล้วนเข้าข่ายแฮนด์บอลในระยะประชิดไม่มีเวลาตอบโต้

เหตุการณ์ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบคือเกมระหว่าง สเปอร์ส กับ ฟูแล่ม ล่าสุดที่เจ้าสัวน้อยพลาดได้ประตูตีเสมอท้ายเกมเพราะถูกจับแฮนด์บอลเสียก่อน

ดาวินซอน ซานเชซ กองหลังไก่เดือยทองเตะบอลไปติดแขน มาริโอ เลอมินา ที่พยายามแนบลำตัวอย่างดีแล้วก่อนบอลเด้งไปถึง จอช มายา แต่งหาจังหวะยิงเสียบเสาเข้าไป

มาริโอ เลอมินา ไม่ได้ากางแขนออกมา แต่กลับถูกจับแฮนด์บอล แต่ เอริค ปีเตอร์ส กางแขนออกเป็นหุ่นไล่กาและบอลโดนแขนชัดเจน แต่ผู้ตัดสินและทีมงานวีเออาร์กลับบอกว่าไม่แฮนด์บอล

มิเกล อาร์เตต้า หัวเสียอย่างมากกับจังหวะนี้ เขากล่าวว่า “ผมคิดว่ามันเป็นจุดโทษชัดเจนมากๆ  ถ้ามันไม่ใช่จุดโทษก็ต้องมีใครสักคนอธิบายว่าจุดโทษในลีกนี้คืออะไร”

 

3. แนวรุกพลาด 

  หากจะมีอีกจุดที่ อาร์เซน่อล ต้องตำหนิตัวเองเพื่อนำไปแก้ไขก็คือเกมรุกที่ใช้โอกาสเปลืองทั้งที่ควรยิงขาดเก็บชัยชนะไม่ยาก

โอบาเมย็อง ซัดให้ทีมออกนำตั้งแต่นาทีที่ 6 แต่จากนั้นกลับไม่สามารถส่งบอลตาข่ายได้อีกเลยทั้งที่ได้ลุ้นยิงรวมทั้งหมด 15 ครั้ง

โอบาเมย็อง กับ บูคาโย่ ซาก้า ได้ส่องมากสุด 4 ครั้งเท่ากัน ตามด้วย นิโกล่าส์ เปเป้ ที่ลงสำรองแต่ก็มีโอกาส 2 ครั้ง

โอกาสชัดเจนสุดที่ควรใส่สกอร์คือการหลุดเข้าไปยิงเน้นๆ ของ ซาก้า ในครึ่งแรกที่ดีดบอลหลุดเสา และการแปจ่อๆ ของ เปเป้ ที่โดนเฉียดๆ อย่างไม่น่าเชื่อ รวมไปถึงจังหวะชุลมุนท้ายเกมที่ ดานี่ เซบายอส ได้ตะบันขวาแต่ก็ชนเสาอีก

นี่คือโอกาสที่ อาร์เซน่อล ทิ้งไปอย่างน่าเสียดายที่หากไม่นับประตูของ โอบาเมย็อง แล้ว พวกเขายิงเข้ากรอบอีกเพียง 2 ครั้งจาก 14 ครั้งต่อมาที่ได้ยิง

เมื่อทิ้งโอกาสไปเอง อาร์เซน่อล ก็ต้องยอมรับในผลเสมอที่ให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขา “แพ้”

นอกจากทำชัยชนะหลุดมือแล้ว ยังเสียกำลังใจและน่าหงุดหงิดกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นสนามทั้งความผิดพลาดของตัวเองและผู้ตัดสิน    แทงบอลออนไลน์

การเติบโตของ “คิลิยัน เอ็มบัปเป้”

เรื่องของการพลาดการได้ตัว

เรื่องของการพลาดการได้ตัว ถือเป็นส่วนหนึ่งของวงการลูกหนัง เพราะแต่ละทีมย่อมมีเหตุผล และการตัดสินใจในการเลือก และไม่เลือกนักเตะสักคนหนึ่งที่แตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว

แน่นอนว่า การพลาดการได้ตัวนักเตะมาครอบครองนั้น ถือเป็นหนึ่งหัวข้อที่ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าไม่มีอะไรที่การันตีว่า การย้ายทีมมาแต่ละครั้ง จะได้ผลหรือไม่ก็ตาม 

หนึ่งในนั้นคือ เชลซี ยอดทีมจากเกาะอังกฤษ ที่กาลครั้งหนึ่งนั้น การได้ตัว “คิลิยัน เอ็มบัปเป้” มารออยู่ตรงหน้า ทว่าพวกเขากลับพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

จนปัจจุบัน เอ็มบัปเป้ กลายเป็นดาวรุ่งที่ว่ากันว่า ร้อนแรงสุดในโลกลูกหนังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

เรื่องของการพลาดการได้ตัว

เรื่องราวนี้ ย้อนกลับไปช่วงปี 2010 เอ็มบัปเป้ ในวัย 11 ขวบ เดินทางมาทดสอบฝีเท้ากับทีมเยาวชนของเชลซี ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ ในการเล่นฟุตบอลต่างแดนของตัวเอง 

เอ็มบัปเป้ บอกว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก เชลซี ถือว่าเป็นทีมใหญ่ทีมแรก ที่เรียกให้ตัวเขาไปทดสอบฝีเท้าด้วย ดังนั้น มันจึงเป็นความรู้สึกที่ยากต่อการลืมเลือนอย่างแท้จริง 

ผลงานของเอ็มบัปเป้ ที่เดินทางมาจากฝรั่งเศส ถือว่ายอดเยี่ยมมาก เขาลงเล่นให้กับทีมเด็กของเชลซี พร้อมกับฉายแวว และพรสวรรค์ออกมา จนหลายคนเกิดความประทับใจ 

การทดสอบฝีเท้าครั้งนั้น เอ็มบัปเป้ มีส่วนเกมเกมรุกของทีมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในการเจอกับทางชาล์ลตัน เอ็มบัปเป้ เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยทีมไล่ยิงคู่แข่ง 7-8 ประตู 

นอกจากนี้ เอ็มบัปเป้  ยังมีโอกาสได้พบกับผู้เล่นทีมชุดใหญ่ของเชลซี หลายคน ไม่ว่าจะเป็นดิดิเย่ร์ ดร็อกบา และ ฟลอร็องต์ มาลูด้า ฯลฯ พร้อมกับมีโอกาสถ่ายภาพร่วมกันอีกด้วย นี่คือความประทับใจที่เอ็มบัปเป้ มีต่อการทดสอบฝีเท้ากับเชลซี 

เอ็มบัปเป้ บอกว่า เขาเคยกลับไปเล่าให้เพื่อนที่โรงเรียนที่ประเทศฝรั่งเศส ฟังว่า เขาเดินทางไปทดสอบฝีเท้ากับเชลซี พร้อมกับเจอซูเปอร์สตาร์ดังหลายคน แต่เพื่อนกลับไม่มีใครเชื่อเลย และมองว่าเขาพูดเล่น 

ด้าน “ดาเนี่ยล โบก้า” แมวมองของเชลซี ในช่วงเวลาดังกล่าว ออกมาย้อนความทรงจำถึงเอ็มบัปเป้  เอาไว้ว่า “สำหรับผมแล้ว เวลาที่เอ็มบัปเป้ ครอบครองบอล ถือเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก

เขาถือว่าเป็นเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะ และความสามารถ เอ็มบัปเป้  ถือเป็นนักเตะที่เก่งที่สุด เท่าที่ผมเคยเป็นแมวมองมาเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม โบก้า เผยถึงปัญหาของเชลซี ในการเซ็นสัญญากับดาวรุ่งรายนี้ว่า แม้จะมีความสามารถที่โดดเด่น ทว่า เชลซี ยังอยากเห็นเพิ่มเติมว่า ตอนเล่นเกมรับเป็นอย่างไร และแนวทางการเล่นเวลาไม่ได้ครอบครองบอลเป็นยังไง ? 

นั่นเป็นเหตุผลให้เชลซี ทำการแจ้งไปยังเอ็มบัปเป้ และครอบครัวว่า อยากให้เดินทางมาทดสอบฝีเท้าอีกหนึ่งครั้ง เพราะทีมอยากดูพัฒนาการในด้านอื่นบ้าง

อย่างไรก็ตาม คุณแม่เอ็มบัปเป้ ตอบปฏิเสธคำขอดังกล่าว พร้อมกับแสดงจุดยืนในตัวลูกชาย 

โบก้า เปิดเผยถึงคำพูดของคุณแม่ของเอ็มบัปเป้  ในช่วงเวลานั้นว่า เธอไม่ต้องการให้เอ็มบัปเป้  กลับมาทดสอบฝีเท้าเป็นคำรบที่สองอีกแล้ว หากว่าเชลซี อยากได้ตัวจริงๆ ต้องทำการซื้อตัวไปตอนนี้เลย 

คุณแม่เพิ่มเติมอีกว่า ไม่ต้องการให้เอ็มบัปเป้ ต้องมาพิสูจน์ตัวเองที่นี่อีก พร้อมกำชับว่า เชลซี อาจต้องควักเงินซื้อตัวลูกชายของเธอในอนาคต ด้วยค่าตัวที่มากกว่า 50 ล้านยูโร ภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า 

นี่คือข้อจำกัด และจุดเปลี่ยน ที่ทำให้เอ็มบัปเป้ กับเชลซี ไม่ได้มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้น หลังจากนั้น เอ็มบัปเป้ เดินทางกลับไปเล่นฟุตบอลที่บ้านเกิด และค่อยๆสร้างความยิ่งใหญ่ในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา 

เหลือเชื่อมากว่า ปัจจุบัน เอ็มบัปเป้  กลายเป็นดาวรุ่งดีกรีแชมป์ฟุตบอลโลกของทีมชาติฝรั่งเศส และค้าแข้งกับสโมสรเปแอสเช แน่นอนว่า ค่าตัวของเขาเคยถูกประเมินว่า พุ่งไปไกลเกินหลัก 200 ล้านปอนด์เป็นที่เรียบร้อย แทงบอลออนไลน์

เต้ย จรินทร์พร เดินชิลๆ แต่ทำไฟลุกมาก ใส่เสื้อแหวกอกแอบเซ็กซี่ไม่เบา

เต้ย จรินทร์พร
เต้ย จรินทร์พร

เต้ย จรินทร์พร เดินชิลๆ แต่ทำไฟลุกมาก ใส่เสื้อแหวกอกแอบเซ็กซี่ไม่เบา ความสามารถต้องบอกเลยว่าไม่เป็นที่สองรองใครอย่างแน่นอน

เล็กพริกขี้หนูคงใช้คำนี้ได้กับนางเอกสาว เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ เพราะถึงแม้เธอจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มสาวตัวเล็ก แต่หากพูดถึงเรื่องความสวยและความสามารถต้องบอกเลยว่าไม่เป็นที่สองรองใครอย่างแน่นอน

ล่าสุด เต้ย จรินทร์พร ก็ทำอินสตาแกรม @toeyjarinporn ลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเจ้าตัวได้โพสต์ภาพตัวเองขณะเดินชิลๆ ข้ามถนน โดยใส่หน้ากากอนามัยเผยให้เห็นเพียงช่วงดวงตาแต่แสงออร่าของความสวยกลับพุ่งกระจายมาก และยิ่งมองใกล้ๆ ก็ยิ่งต้องร้อง ว้าว! กันเป็นแถว เมื่อได้เห็นเสื้อที่สาวเต้ยใส่แอบเซ็กซี่สุดๆ เพราะเธอมาในเสื้อบอดี้สูทสีส้มจี๊ด แหวกให้เห็นเนินอก และเพิ่มกิมมิกความแซ่บกับดีเทลดอกไม้ด้วยการโชว์หน้าท้องเนียนขาวเบาๆ

งานนี้แฟนๆ ต่างก็เข้ามากดไลก์กันอย่างรัวๆ พร้อมบอกด้วยว่า เต้ย จรินทร์พร ลุคนี้ทั้งน่ารัก ทั้งแซ่บในเวลาเดียวกันเลยจ้า แทงบอลออนไลน์

เกมชิงดำที่ชาวบาสโก้รอคอย

เกมชิงชนะเลิศของศึก
เกมชิงชนะเลิศของศึก โกปา เดล เรย์ ซีซั่น 2019-2020 ระหว่าง เรอัล โซเซียดาด กับ แอธเลติก บิลเบา ที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกมากว่าหนึ่งปีได้ฤกษ์ลงดวลกันในวันเสาร์นี้เพื่อชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะเป็นเบอร์หนึ่งของแคว้นบาส์

ศึก โกปา เดล เรย์ ซีซั่น 2019-2020 ระหว่าง แอธเลติก บิลเบา กับ เรอัล โซเซียดาด ที่ฟันฝ่าอุปสรรคการแพร่ระบาดของเชื้อ’โควิด-19′ เตรียมตัวลงฟาดแข้งกันบนสังเวียน ‘เอสตาดิโอ ลา การ์ตูฆา’ ของเมืองเซบีย่าในวันเสาร์ที่ 3 เมษายนนี้

สองสโมสรยักษ์ใหญ่ของแคว้นบาสก์เห็นตรงกันว่าเกมชิงชนะเลิศของศึก โกปา เดล เรย์ ซีซั่นที่ผ่านมาสมควรเลื่อนโปรแกรมแข่งขันแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากทั้งสองทีมต่างต้องการให้แฟนบอลของพวกเขามีส่วนร่วมกับเกมประวัติศาสตร์ โดยยอมสละสิทธิ์ตั๋วฟุตบอลยุโรปในโควตาฟุตบอลถ้วยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามสหพันธ์ฟุตบอลสเปนไม่สามารถปล่อยให้เกมชิงชนะเลิศของศึก โกปา เดล เรย์ ซีซั่นก่อนยืดเยื้อไปมากกว่านี้ ก่อนกำหนดวันลงฟาดแข้งในวันเสาร์ที่ 3 เมษายน เนื่องจากเกมชิงดำของฤดูกาลนี้จ่อลงสนามแล้วเช่นกัน ซึ่งเป็นการดวลกันระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ แอธเลติก บิลเบา ในวันที่ 17 เมษายนนี้

ทว่าความหวังที่จะเห็นแฟนบอลเข้ามามีส่วนร่วมในสนามกลายเป็นหมันเนื่องจากรัฐบาลเมืองกระทิงไม่อนุญาตให้เปิดสังเวียนรองรับแฟนบอลท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมรณะที่ยังไม่คลี่คลาย

เกมชิงชนะเลิศของศึก

เกมชิงชนะเลิศของศึก โกปา เดล เรย์ ระหว่าง เรอัล โซเซียดาด กับ แอธเลติก บิลเบา เป็นแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ของผองชนชาวแคว้นบาสก์ แม้ว่าฝ่ายหลังจะประสบความสำเร็จในรายการนี้เหนือกว่าชัดเจนก็ตาม

แอธเลติก บิลเบา เคยคว้าแชมป์ โกปา เดล เรย์ 23 สมัย จากการเข้าชิงชนะเลิศ 37 ครั้ง ส่วน เรอัล โซเซียดาด คว้าแชมป์รายการนี้เพียง 2 สมัย จากการเข้าชิงดำ 7 ครั้ง

ทั้งสองทีมเคยพบกันในนัดชิงชนะเลิศตั้งแต่ยุคโบราณเมื่อปี 1910 ซึ่ง แอธเลติก บิลเบา เฉือนชนะ เรอัล โซเซียดาด 1-0 ก่อนจะโคจรมาเผชิญหน้ากันครั้งแรกในยุค โกปา เดล เรย์ แต่โชคร้ายที่มันเกิดขึ้นระหว่างการแพร่ระบาดของเชื้อ’โควิด-19′ ทำให้แฟนๆของทั้งสองฝ่ายไม่มีส่วนร่วมกับเกมประวัติศาสตร์

สเปน กำลังอยู่ในช่วงรับมือกับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส โดยเฉพาะแคว้นบาสก์ที่ยังคงอยู่ภายใต้การคุมเข้มเพื่อจำกัดการแพร่ระบาด ทั้งบาร์และร้านอาหารทั้งหมดจะต้องปิดเวลา 20.00 น. และผู้คนจะเข้ากลับบ้านก่อนเวลาเคอร์ฟิว 22.00 น. จากมาตรการดังกล่าวทำให้แฟนๆของทั้งสองฝ่ายทำได้เพียงให้กำลังใจทีมหน้าจอทีวีเท่านั้น

อินญากี้ วิลเลียมส์ กองหน้าวัย 26 ปีของ แอธเลติก บิลเบา กล่าวถึงการรอคอยแมตช์ชิงดำของศึก โกปา เดล เรย์ มานานกว่าหนึ่งปีว่า ‘มันเป็นเรื่องยากเพราะท้ายที่สุดเราไม่บรรลุสิ่งที่ต้องการเติมเต็ม ลา การ์ตูฆา’

‘มันเป็นเกมชิงชนะเลิศประวัติศาสตร์ที่ถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถเปิดสนามให้แฟนบอลเข้าชมเกม มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ไม่มีใครอยู่บนอัฒจันทร์ แต่นอกเหนือจากนั้นเราต้องรู้สึกภูมิใจในจุดที่เราอยู่และสิ่งที่เราประสบความสำเร็จ การสร้างประวัติศาสตร์ที่เราสามารถทำได้ เราจะพยายามใส่ไอซิ่งบนหน้าเค้ก’

วิลเลียมส์ เคยสวมบทฮีโร่ของ แอธเลติก บิลเบา หลังการทำประตูชัยดับ บาร์เซโลน่า ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 3-2 คว้าแชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ซีซั่นนี้ แต่เขายังไม่คิดว่าตนเองเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรด้วยวัยเพียง 26 ปี

‘ความจริงคือผมไม่คิดแบบนั้น หลายครั้งที่ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่หลายคนที่ผ่านเข้ามาในสโมสรสร้างประวัติศาสตร์ของพวกเขา แต่โชคไม่ดีพอที่จะคว้าแชมป์หรือผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศและผมรู้สึกโชคดีที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์กับทีมที่คว้าแชมป์และเป็นที่จดจำในสิ่งที่เราประสบความสำเร็จ’

กองหน้าวัย 26 ปียังกล่าวถึงแมตช์สำคัญในวันเสาร์นี้ว่า ‘ผมรอคอยที่จะเล่นเกมนี้มาเป็นเวลานาน เราทุกคนต่างตื่นเต้นกับเกมนี้เพราะมันจะเป็นเกมที่มีหลากหลายอารมณ์และเราต้องไม่กลัวว่าจะล้มเหลว แต่ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของฟุตบอลเสมอ’

แอธเลติก บิลเบา มีโอกาสคว้า 3 แชมป์ในช่วงปีนี้หลังฟาดแชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ มาเป็นรางวัลแรกของปี ก่อนมีคิวลงดวล เรอัล โซเซียดาด บนเวที โกปา เดล เรย์ รอบชิงชนะเลิศของซีซั่นที่ผ่านมา ตบท้ายด้วยเกมชิงดำรายการเดียวกันของฤดูกาลนี้กับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 17 เมษายน

‘ชัดเจนว่าเราตระหนักถึงสิ่งที่เราสามารถประสบความสำเร็จได้ เราทำสำเร็จในรายการ ซูเปอร์ คัพ เราไม่ได้เป็นตัวเต็งของคนส่วนใหญ่และเราประสบความสำเร็จ ตอนนี้เราสามารถเพิ่มเติมอีกสองรายการ ความคิดในการสร้างประวัติศาสตร์นั้นหลอกหลอนจิตใจเราและมันไม่ได้เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงในแต่ละวัน เราตระหนักถึงสิ่งที่เราสามารถทำได้และมันจะเป็นสำเร็จสำหรับ บิลเบา และแฟนๆ แอธเลติก ทุกคน ในเดือนมกราคม ผมมีรอยสัก ซูเปอร์ คัพ และผมยังเว้นที่่ว่างไว้สำหรับแชมป์โกปาด้วย’

สำหรับเกมชิงชนะเลิศระหว่าง แอธเลติก บิลเบา กับ เรอัล โซเซียดาด ค่ำคืนวันเสาร์นี้มีโอกาสออกได้ทุกหน้า รวมถึงการเล่นกันในช่วงต่อเวลาพิเศษและอาจถึงฎีกาด้วยการดวลจุดโทษ ถ้ามีคนบอกคุณว่าคุณจะคว้าชัยชนะในเกมดาร์บี้แมตช์ด้วยการดวลเป้า คุณจะรู้สึกอย่างไร?

‘ผมหวังว่าจะเป็นแบบนั้น เราผ่านเข้ารอบมาแบบยากลำบากและเจ็บปวด เรารู้ถึงความเจ็บปวดเป็นอย่างดี มันเป็น ดีเอ็นเอ ของนักรบแอธเลติก สิงโตไม่เคยยอมแพ้จนกว่าจะตาย เรารู้วิธีการเล่นเกมประเภทนี้เป็นอย่างดี เรามีนักเตะที่มีประสบการณ์โชกโชนในการเล่นเกมลักษณะนี้ที่สามารถช่วยเราได้ เจ้านายยังทำให้เรามั่นใจ มันเป็นหนึ่งเกมและเราจะพยายามทำให้มันเป็นมากกว่าเกมหนึ่ง มันสามารถทำให้เราสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ แต่เราไม่จำเป็นต้องคลั่งไปกับมันมากนัก’

วิลเลียมส์ ยังกล่าวถึงการยิงประตูประวัติศาสตร์ของเขาในศึก ซูเปอร์ คัพ ว่า ‘ผมดูมันหลายครั้งและผมฝันถึงมันซ้ำๆหลายวัน แต่ราวกับว่ามันเป็นของเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆด้วย ผมหวังว่าจะสามารถทำมันได้อีก การคว้า 3 แชมป์จะทำให้เราถูกจดจำในฐานะซูเปอร์ทีม’

ขณะที่ อาริตซ์ เอลูสตอนโด้ กองหลัง เรอัล โซเซียดาด ตั้งตารอคอยเกมชิงชนะเลิศบนสังเวียน ‘ลา การ์ตูฆา’ ด้วยใจจดจ่อไม่น้อยไปกว่าทีมคู่ปรับร่วมแคว้นบาสก์เช่นเดียวกัน หลัง ‘ลา เรอัล’ เข้าถึงเกมชิงดำรายการนี้ครั้งล่าสุดตั้งแต่ซีซั่น 1987-1988

‘มันแน่นอนอยู่แล้ว ผมเติบโตมาจากทีมเยาวชน เข้ามาอยู่ ซูเบียต้า มานานหลายปี มันเป็นความฝันที่ได้ลงเล่นกับทีมชุดใหญ่และค้าแข้งกับสโมสรไปตลอดชีวิตคุณ และการคว้าแชมป์แรกนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม แม้มันจะดูเหมือนห่างไกลในช่วงต้นฤดูกาล แต่เราสามารถผลักดันตัวเองจนเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเราตั้งตารอคอยมันจริงๆ’

กองหลังวัย 27 ปียังกล่าวถึงการคั่วแชมป์ โกปา เดล เรย์ วันเสาร์นี้ว่า ‘ผมคิดว่าสิ่งที่เราประสบความสำเร็จได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่เราจะพยายามทำทุกอย่างเพราะไม่ใช่เพียงแค่การลงเล่นรอบชิงชนะเลิศ แต่เราต้องการชนะ และเราจะพยายามเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ตลอดชีวิตและเพื่อทำให้แน่ใจว่ามีการจารึกไว้ว่าเราเป็นแชมป์ โกปา’

เมื่อถูกยิงคำถามแทงใจดำว่าการปราชัยต่อทีมคู่ปรับร่วมแคว้นบาสก์อย่าง แอธเลติก บิลเบา จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดมากกว่าปกติหรือไม่?

‘ผมไม่คิดอย่างนั้น สิ่งเดียวที่อยู่ในใจคือเมื่อเกมชิงชนะเลิศมาถึงและชนะ ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่ามันจะเป็นแบบนั้นหรือไม่ เพราะเราคิดถึงแต่การคว้าชัยชนะเท่านั้น ทีมมองโลกแง่ดีและรู้ดีว่าพวกเราสามารถบรรลุสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปในความทรงจำของทุกคน’

ส่วนฝั่งใดจะคว้าแชมป์เพื่อจารึกชื่อตัวเองอยู่ในความทรงจำตลอดไปจะเป็น เรอัล โซเซียดาด หรือ แอธเลติก บิลเบา เราคงจะทราบคำตอบในวันเสาร์นี้  แทงบอลออนไลน์

5 คัมแบ็คคิงของหงส์แดงบนถ้วยยุโรป

คืนนี้แล้วนะครับที่
คืนนี้แล้วนะครับที่
คืนนี้แล้วนะครับที่ ลิเวอร์พูล จะต้องลงเล่นเกมนัดตัดสินกับ เรอัล มาดริด ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังจากแพ้มาในเกมแรก 1-3 ซึ่งเกมคืนนี้หากพวกเขาเอาชนะด้วยสกอร์ 2-0 หรือ 4-1 ขึ้นไป ก็จะเป็นการพลิกสถานการณ์กลับมาเข้ารอบได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

วันนี้ ผมจะพาย้อนไปชม 5 สุดยอดเกมคัมแบ็คระดับปาฏิหาริย์ของ ลิเวอร์พูล ในถ้วยยุโรปกัน ว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น พลพรรค​หงส์แดงโกงความตายมาได้อย่างไรกันบ้าง

อันดับที่ 5) ลิเวอร์พูล 3-0 โอแซร์ (สกอร์รวม 3-2) ยูฟ่า คัพ ปี 1991-92
เกมสุดระทึกเกมนี้เกิดขึ้นในถ้วยยูฟ่า คัพ รอบ 2 เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 90 โดยเกมแรกนั้น ลิเวอร์พูล บุกไปพ่าย โอแซร์ มาก่อน 0-2 และเมื่อได้โอกาสกลับมาเล่นที่แอนฟิลด์ ลูกทีมของ แกรม ซูเนสส์ ก็โชว์สปิริตไล่บี้ทีมเยือนอย่างหิวกระหายตั้งแต่ต้นเกม ก่อนจะไล่บดเอาชนะไป 3-0 จากการยิงของ แจน โมลบี้ ในนาทีที่ 4, ไมค์ มาร์ช นาทีที่ 29 และ มาร์ค วอลเตอร์ส มากดประตูสำคัญของเกมได้ก่อนหมดเวลาเพียง 7 นาที ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล พลิกเกมกลับมาเข้ารอบได้อย่างไม่น่าเชื่อ
อันดับที่ 4) ลิเวอร์พูล 4-3 ดอร์ทมุนด์ (สกอร์รวม 5-4) ยูโรปา ลีก ปี 2015-16

หนึ่งในเกมที่มีการยิงประตูมโหฬารและเป็น 1 ในเกมคัมแบ็ค คิง สุดคลาสสิคของ ลิเวอร์พูล เกิดขึ้นในถ้วย ยูโรป้า ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยเกมแรกเสมอกันมาในบ้านของเสือเหลือง 1-1

เมื่อกลับมาเล่นในแอนฟิลด์ ปรากฏว่า โอบาเมยัง กับ มคิทาร์ยาน ยิงคนละประตูพาทีมเยือนออกนำไปก่อน 2-0 ตั้งแต่เกมเริ่มไปแค่ 9 นาที และแม้ว่า ดิว็อค โอริกี้ จะยิงตีตื้นให้ทีมได้ในนาทีที่ 48 ก็จริง แต่ มาร์โก รอยส์ ก็มายิงให้ทีมหนีห่างเป็น 3-1 ตอนนาทีที่ 57 ซึ่งส่งผลให้ ลิเวอร์พูล เวลานั้นตกที่นั่งลำบากอย่างเลี่ยงไม่ได้

เจอร์เก้น คล็อปป์ ปลุกวิญญาณนักสู้ของทีมขึ้นมาด้วยการยืนกระตุ้นข้างสนามตลอดในช่วงเวลาที่เหลือ ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดีเมื่อ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กับ มามาดู ซาโก้ จะไล่ตีเสมอให้กับทีมได้ตอนนาทีที่ 66 และ 77 ตามลำดับ ก่อนที่แอนตี้ ไคลแม็กซ์ จะเกิดขึ้นตอนช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โดยเป็น เดยัน ลอฟเรน จัดการขึ้นโหม่งประตูชัยให้ทีมของ คล็อปป์ พลิกเข้ารอบได้สำเร็จ พร้อมกับเสียงเฮจาก เดอะ ค็อป จนสนามแทบแตกเลยทีเดียว

อันดับที่ 3) ลิเวอร์พูล 3-1 โอลิมเปียกอส ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2004-05

นี่คือ 1 ในเกมคัมแบ็คที่บีบหัวใจมากที่สุดเกมนึงเลยทีเดียว แม้ว่าจะเป็นแค่รอบแบ่งกลุ่มก็ตาม

สถานการณ์ตอนนั้นคือ ลิเวอร์พูล มีคะแนนห่างจาก โอลิมเปียกอส ถึง 3 คะแนนและมีลูกได้เสียน้อยกว่า 1 ลูก หากหงส์แดงจะพลิกเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้นั่นคือต้องชนะสถานเดียว และต้องชนะมากกว่า 2 ลูกอีกด้วย

ความซวยบังเกิดขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 26 เมื่อ ริวัลโด้ โผล่มายิงฟรีคิกให้ทีมเยือนออกนำ 1-0 และจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ดังกล่าว ทว่า เมื่อเริ่มครึ่งหลัง หงส์แดงทะยานไล่พลิกกลับมายิงคืนถึง 3 เม็ด โดยเริ่มจาก ฟลอร็องต์ ซินาม่า ปงโกลล์ ในนาทีที่ 47, นีล เมลเลอร์ นาทีที่ 81 และฮีโร่คนดีคนเดิมอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นคนซัดประตูสำคัญในนาทีที่ 86 พาทีมผ่านเข้ารอบอย่างใจหายใจคว่ำ ก่อนจะทะยานไปถึงแชมป์ได้ในท้ายที่สุด

อันดับที่ 2) ลิเวอร์พูล 3-3 มิลาน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2004-05

เกมที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน มันคือเกมนัดชิงชนะเลิศจากการทำงานปีแรกของ ราฟาเอล เบนิเตซ โดยในรอบชิงครั้งนั้น มิลาน เป็นฝ่ายครองเกมทุกอย่างไว้ไดเแบบเบ็ดเสร็จ​เด็ดขาดในครึ่งแรก และทะยานหนีห่างไปไกลถึง 3-0

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลังกลับกลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่เล่นได้ดีกว่าและเต็มไปด้วยความกระหาย โดยมาไล่ตามตีเสมอได้จากการ 3 ประตูของ เจอร์ราร์ด, ซมิเซอร์ และ ชาบี ซึ่งทั้ง 3 ลูกนั้นใช้เวลายิงห่างกันแค่ 6 นาทีเท่านั้น ก่อนที่หงส์แดงจะยื้อไปจนถึงช่วงดวลจุดโทษและเอาชนะไปได้อย่างยิ่งใหญ่

อันดับที่ 1) ลิเวอร์พูล 4-0 บาร์เซโลน่า (สกอร์รวม 4-3) ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2018-19

เกมรอบรองชนะเลิศเมื่อ 2 ปีก่อน ลิเวอร์พูล บุกไปพ่าย บาร์เซโลน่า มาอย่างยับเยินในเกมแรกถึง 3-0

ใครจะไปคิดครับ ว่าท้ายที่สุดแล้วหงส์แดงของ คล็อปป์ จะรวมพลังและหัวใจในการพลิกสถานการณ์กลับมาเข้ารอบได้อย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาได้ โอริกี้ กับ ไวจ์นัลดุม ทำคนละ 2 ประตูพาทีมไล่ถล่มยอดทีมจากสเปนไปกระจุยถึง 4-0 ซึ่งเกมนี้นั้น คล็อปป์ ยอมรับว่าคือการคัมแบ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เขาคุมทีมมาเลยทีเดียว

“ใครก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ผมเองก็ยังคิดแบบนั้นเลย แต่เพราะว่าที่อยู่ตรงหน้าผมนี้คือพวกคุณ ผมจึงรู้ว่าเรามีโอกาสจะทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้มันเกิดขึ้นได้จริง และผมก็เชื่อมั่นกับโอกาสนี้มาก”

คล็อปป์ ลั่นวาทะปลุกกระตุ้นลูกทีมด้วยคำแบบนี้ตอนเริ่มเกม ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ยิน พลังแฝงในตัวต้องลุกโชนจนแทบจะอยากลงไปเล่นโดยไม่อยากจะพักครึ่งด้วยซ้ำ

เกมวันนั้น ลิเวอร์พูล ขาด โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, โม ซาล่าห์, นาบี เกอิต้า ขณะที่ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็ยังไม่สมบูรณ์พอ ภาพของ 11 ตัวจริง จึงค่อนข้างขี้เหร่กว่าที่แฟนบอลจะคาดหวังถึงคำว่า “ปาฏิหาริย์”ได้

ยิ่งในช่วงนึงของเกมที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน โดนเตะที่หัวเข่า, ซาดิโอ มาเน่ ล้มลงและดูเหมือนจะมีอาการบาดเจ็บ ไปจนถึง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่เจอส้นเท้าของ หลุยส์ ซัวเรซ บวกเข้าไปที่น่อง จนมีร้องโอดโอยดอกนั้น คล็อปป์ บอกกับตัวเองว่า “ผมกลัวว่าเราจะจบเกมโดยเหลือนักเตะไม่ถึง 11 คนเอามากๆ”

เมื่อเข้าสู่ช่วงพักครึ่ง คล็อปป์ จำเป็นต้องถอด โรเบิร์ตสัน ออก แล้วส่ง ไวจ์นัลดุม ลงไปเล่นแทน โดยเขาเลือกถอย เจมส์ มิลเนอร์ ให้ไปเล่นแบ็คซ้ายแทน ซึ่งการเปลี่ยนตัวหนนี้ของ คล็อปป์ คล้ายกับการถูกหวยรางวัลที่ 1 เลยล่ะครับ เราได้เห็นลีลาการโผทะยานทำประตูที่เฉียบคมไม่ต่างจากกองหน้าของ ไวจ์นัลดุม พร้อมด้วยแบ็คกราวน์ที่เป็นภาพความบ้าคลั่งอย่างสุดชีวิตของแฟนหงส์แดง

การสร้างปาฏิหาริย์นั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ก็จริง แต่สำหรับทีมอย่าง ลิเวอร์พูล แล้ว ความเชื่อคือก้าวแรกที่จะพาเราไปยังเส้นชัยที่ชื่อว่า ชัยชนะ แทงบอลออนไลน์

แม้รู้ว่ายาก แต่ตราบใดที่ยังมีเกมให้เล่น มีเวลาให้ลุ้นอีกถึง 90 นาที เดอะ ค็อป ทุกคนยังคงไม่ยอมแพ้ เหมือนกับที่นักเตะหงส์แดงทุกคนก็ยืนหยัดไม่เคยยอมแพ้เช่นเดียวกัน.

เทรนเนอร์คนต่อไปของทีมเสือใต้

ยูเลียน นาเกลส์มันน์
ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์หนุ่มวัย 33 ปีของ แอร์เบ ไลป์ซิก มีโอกาสย้ายมาทำงานฐานะเทรนเนอร์คนต่อไปของ บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงซัมเมอร์นี้

ฮันซี่ ฟลิค ยืนยันว่าเขาเตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเทรนเนอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค ช่วงซัมเมอร์นี้ หลังเกมบุกชนะ โวล์ฟสบวร์ก 3-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แม้ว่าทีมเสือใต้ยังไม่อนุมัติการลาออกจากดังกล่าวก็ตาม

‘ผมต้องการออกจากสัญญาของผมตอนสิ้นสุดฤดูกาล’ ฟลิค กล่าว ‘เรามี 2 ปีที่ยอดเยี่ยม ผมยินดีกับทีมของผมและผมอยากขอบคุณสโมสรที่มอบโอกาสให้ผมฝึกซ้อมทีมนี้’

‘มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมที่ผู้เล่นจะต้องค้นหาข้อมูลจากผมเนื่องจากมีข่าวลือมากมายวนเวียนอยู่รอบๆ’

เทรนเนอร์วัย 56 ปียังกล่าวถึงเรื่องอนาคตของตนเองเพิ่มเติมว่า ‘อนาคตของผมยังไม่มีความชัดเจน แน่นอนว่าทีมชาติเป็นตัวเลือกที่โค้ชทุกคนต้องพิจารณา ผมต้องแยกแยะทุกอย่างในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย’

ยูเลียน นาเกลส์มันน์

การประกาศอำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ ฟลิค เป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ หลังสื่อเมืองเบียร์หลายสำนักรายงานตรงกันว่ากุนซือทีมเสือใต้ตอบรับคำเชิญจาก เดเอฟเบ ที่ต้องการเทรนเนอร์วัย 56 ปีไปสืบทอดตำแหน่งต่อจาก โยอาคิม เลิฟ ที่เตรียมก้าวลงจากเก้าอี้นายใหญ่ทีมชาติเยอรมันหลังเสร็จภารกิจในศึกยูโรรอบสุดท้ายช่วงกลางปีนี้

ฟลิค ไม่ใช่คนอื่นคนไกลของ เดเอฟเบ หลังเคยทำงานฐานะผู้ช่วยของ เลิฟ ในช่วงปี 2006-2014 ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการกีฬาของสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมันหลังศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิลจนถึงวันที่ 16 มกราคม 2017

จากนั้น บาเยิร์น มิวนิค ดึง ฟลิค มารับตำแหน่งผู้ช่วยโค้ชของ นิโก้ โควาช ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2019 จนกระทั่งกุนซือชาวโครแอตถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนปีเดียวกัน ฟลิค จึงขยับขึ้นมารับตำแหน่งโค้ชรักษาการจนจบซีซั่นนั้น

บาเยิร์น มิวนิค พึงพอใจกับผลงานของ ฟลิค ก่อนมอบสัญญาถาวรคุมทัพเสือใต้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2023

ยูเลียน นาเกลส์มันน์

ฟลิค ตอบแทนความไว้วางใจของทีมยักษ์ใหญ่แคว้นบาวาเรียด้วยการนำทีมเสือใต้คว้า ‘ทริเปิ้ลแชมป์’ ทั้ง บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก สร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรต่อจาก จุ๊ปป์ ไฮนย์เกส ที่เคยทำสำเร็จในปี 2013

เทรนเนอร์วัย 56 ปียังต่อยอดความสำเร็จด้วยการนำต้นสังกัดคว้าแชมป์ เยอรมัน ซูเปอร์ คัพ, ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ กับ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ อีก 3 รายการในปีนั้นด้วย

จากผลงานดังกล่าวทำให้ ฟลิค คว้ารางวัลโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกเมืองเบียร์ของนิตยสาร ‘คิกเกอร์’ พร้อมด้วยรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของ ยูฟ่า

อย่างไรก็ตาม ฟลิค ยืนยันการตัดสินใจของตนเองว่าเขาต้องการอำลาตำแหน่งเทรนเนอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค หลังจบซีซั่นนี้เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา เหตุผลหลักมาจากความขัดแย้งกับ ฮาซาน ซาลิฮามิดชิช ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของทีมเสือใต้

ฟลิค ไม่พอใจการทำงานของ ซาลิฮามิดชิช โดยเฉพาะการยุติความพยายามในการขยายสัญญากับ ดาวิด อลาบา และ เยโรม บัวเต็ง สองแข้งหลักของทัพเสือใต้ที่กำลังจะย้ายออกจากถิ่น ‘อัลลีอันซ์ อารีน่า’ แบบไม่มีค่าตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ 

บาเยิร์น มิวนิค ทำผลงานตกลงไปในซีซั่นนี้หลังพลาดโอกาสป้องกันตำแหน่งแชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก กับ เดเอฟเบ โพคาล ไปแล้วสองรายการ เหลือลุ้นเฉพาะการป้องกันถาดแชมป์บุนเดสลีกาเท่านั้นที่ทีมเสือใต้ยังนำเป็นจ่าฝูงทิ้งอันดับ 2 แอร์เบ ไลป์ซิก 10 คะแนน ขณะที่เหลือโปรแกรมลงสนามอีกเพียง 4 เกม

ทว่า ฟลิค ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบาดเจ็บของผู้เล่นตัวหลักที่พลาดการลงสนามในช่วงเวลาสำคัญหลายครั้ง แต่เทรนเนอร์วัย 56 ปียังกล่าวชื่นชมลูกทีมว่าร่วมกันต่อสู้อย่างกล้าหาญ

‘เราต้องการประสบความสำเร็จมากกว่านี้ แต่มันไม่ได้ผล แต่ความพ่ายแพ้เป็นส่วนหนึ่งของกีฬาและชีวิต เรายังคงต้องการคว้าแชมป์ (บุนเดสลีกา) นั่นคือเป้าหมายใหญ่ของพวกเรา’

‘ในมิวนิค ทีมให้ความสำคัญกับกีฬามากและพุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จ (ทีม) มีความคิดที่โดดเด่น แม้จะล้มเหลว แต่ยังพยายามจะทำให้ดีที่สุด’

‘ผมมีช่วงเวลาแห่งความสำเร็จที่นี่และความสำเร็จที่คุณมีร่วมกันเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่เราจะร่วมฉลองแชมป์ด้วยกัน’ ฟลิค กล่าว

เมื่อใจไม่อยู่กับสโมสร มันคงเป็นเรื่องยากที่ บาเยิร์น มิวนิค จะรั้งเทรนเนอร์วัย 56 ปีอยู่กับทีมต่อไป ลำดับต่อไปที่ทีมดังแคว้นบาวาเรียจะต้องดำเนินการคือการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก ฟลิค ซึ่งมีเทรนเนอร์หลายคนที่อยู่ในข่ายพิจารณาของผู้บริหารทีมเสือใต้

หนึ่งในนั้นคือ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เทรนเนอร์หนุ่มวัย 33 ปีของ แอร์เบ ไลป์ซิก ที่ได้รับคำชื่นชมจาก ซาลิฮามิดชิช แต่ นาเกลส์มันน์ ยังมีสัญญากับทีมกระทิงแดงเมืองเบียร์จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2023

ขณะเดียวกัน นาเกลส์มันน์ กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่าเขายังไม่ได้รับการติดต่อจาก บาเยิร์น มิวนิค แต่อย่างใด ‘ยังไม่มีการพูดคุยและไม่มีข้อเสนอ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่รู้ถึงความต้องการของ บาเยิร์น’

‘ผมไม่ต้องการเริ่มต้นทำสงครามกับคู่สัญญาของผม’ นาเกลส์มันน์ กล่าวถึงต้นสังกัด

ตามรายงานของสื่อเมืองเบียร์ระบุว่า บาเยิร์น มิวนิค มีลิสต์รายชื่อเทรนเนอร์คนต่อไปที่อยู่ในข่ายพิจารณาหลายราย อาทิ มาร์ค ฟาน บอมเมล อดีตมิดฟิลด์กัปตันทีมเสือใต้ ซึ่งเคยเป็นโค้ชของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น จนถึงช่วงเดือนธันวาคมปี 2019

เช่นเดียวกับ เอริก เทน ฮาก เทรนเนอร์คนปัจจุบันของ อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม ที่เคยทำงานฐานะโค้ชทีมเยาวชนเสือใต้ในช่วงปี 2013-2015 และยังเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับทีมดังแคว้นบาวาเรียก่อนหน้านี้ด้วย

ด้านสื่ออิตาเลียนยังรายงานเพิ่มเติมว่า บาเยิร์น มิวนิค แสดงความสนใจ แม็กซ์ อัลเลกรี้ อดีตเทรนเนอร์ ยูเวนตุส ที่กำลังว่างงานอยู่ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีชื่อของ เจสซี่ มาร์ช กุนซือชาวมะกันของ ซัลซ์บวร์ก ด้วยเช่นกัน แต่ มาร์ช น่าจะมีโอกาสเข้ามารับตำแหน่งโค้ชคนต่อไปของ แอร์เบ ไลป์ซิก มากกว่าหาก นาเกลส์มันน์ ตัดสินใจอำลาสโมสร

ชื่อของกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ของ ลิเวอร์พูล, โธมัส ทูเคิ่ล ของ เชลซี หรือ ราล์ฟ ฮาเซนฮึทเทิ่ล ของ เซาธ์แฮมป์ตัน ถูกกล่าวถึงเช่นเดียวกัน แต่มีความเป็นไปได้น้อยมาก เช่นเดียวกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งว่างงานหลังถูก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากแนวทางการทำทีมของกุนซือชาวโปรตุกีสอาจไม่เหมาะกับปรัชญาของทีมเสือใต้

จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดของสื่อเมืองเบียร์คาดการณ์ว่าเทรนเนอร์คนต่อไปของ บาเยิร์น มิวนิค คงจะหนีไม่พ้นคนชื่อ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ที่ทีมเสือใต้เล็งมานานเพียงแต่ฝ่ายบริหารจะดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่เท่านั้น  แทงบอลออนไลน์

วิเคราะห์บอล กาดีซ – เรอัล มาดริด

Czdiz

Czdiz

Czdiz อัลบาโร่ เซร์เบร่า ดีอาซ ไม่มี อเล็กซ์ เฟร์นานเดซ, ฆวน กาล่า, อัลเบร์โต้ เปเรอา, ฆาเบียร์ นาบาร์โร่ กับ หลุยส์มี เกซาด้า

สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ขณะที่ จอน การ์รีโด้, ไฆโร อีซเกียร์โด้ หรือ อันโตนี่ โลซาโน่ พร้อมสลับลงสนาม ส่วน เปโดร อัลกาล่า,

ฆอร์เค่ ปอมโบ, การ์ลอส อากาโป, อีวาน ชาพอนยิช หรือ อีบัน อาเลโฆ ยังเป็นสำรอง

อัลบาโร่ เนเกรโด้ จะเล่นกองหน้าคู่ รูเบน โซบรีโน่ แดนกลางมี ซัลบาดอร์ ซานเชซ ปอนเซ่ ซัลบี, จอน การ์รีโย่, ยอน ยอนส์สัน,

ไฆโร อีซเกียร์โด้ ลงทำเกม ส่วน อีซัก การ์เซเลน, มาร์กอส เมาโร โลเปซ, ฟาลี ฆีเมเนซ, หลุยส์ เอสปีโน่ จะลงคุมแนวรับ โดยมี เฮเรเมียส เลเดสม่า เฝ้าเสา

Real Madrid 

ซีเนดีน ซีดาน ไม่มี เอแด็น อาซาร์, ลูก้า โมดริช, โทนี่ โครส, เฟเดรีโก้ วัลเวร์เด้, แฟร์กล็องด์ เมนดี้, ลูกัส บาซเกซ กับ

เซร์คิโอ รามอส สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่ ราฟาแอล วาราน ฟื้นตัวกลับมาหลังติดเชื้อ’โควิด-19′ ด้าน การ์ลอส กาเซมีโร่ กับ นาโช่

เฟร์นานเดซ พ้นโทษแบนหวนคืนสู่ทีม ส่วน ดาเนียล การ์บาฆาล ฟิตกลับมามีชื่อติดโผอีกครั้ง แต่ โทนี่ โครส กับ เฟเดรีโก้ วัลเวร์เด้ ฟิตพร้อมเป็นตัวเลือก ส่วน อีสโก้ อาลาร์กอน, มาร์เซโล่ วิเอยร่า กับ โรดรีโก้ โกเอส พร้อมสลับลงสนาม

คาริม เบนเซม่า จะเล่นหน้าเป้า โดยมี โรดรีโก้ โกเอส, มาร์โก อาเซนซีโอ, วินิซิอุส จูเนียร์ เดินเกมรุก ขณะที่ การ์ลอส กาเซมีโร่ จะคุมแดนกลางกับ

อีสโก้ อาลาร์กอน ส่วน นาโช่ เฟร์นานเดซ, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, มาร์เซโล่ วิเอยร่า จะลงคุมแนวรับ โดยมี ติโบต์ กูร์กตัวส์ เฝ้าเสา

11 players as expected

Czdiz (4-4-2) : เฮเรเมียส เลเดสม่า – อีซัก การ์เซเลน, มาร์กอส เมาโร โลเปซ, ฟาลี ฆีเมเนซ, หลุยส์ เอสปีโน่ – ซัลบาดอร์ ซานเชซ ปอนเซ่ ซัลบี,

จอน การ์รีโด้, ยอน ยอนส์สัน, ไฆโร อีซเกียร์โด้ – อัลบาโร่ เนเกรโด้, รูเบน โซบรีโน่

Real Madrid  (4-2-3-1) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – นาโช่ เฟร์นานเดซ, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, มาร์เซโล่ วิเอยร่า – การ์ลอส กาเซมีโร่,

อีสโก้ อาลาร์กอน – โรดรีโก้ โกเอส, มาร์โก อาเซนซีโอ, วินิซิอุส จูเนียร์ – คาริม เบนเซม่า

สนาม : เอสตาดิโอ ราม่อน เด การ์รานซ่า, กาดีซ

ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มิเกล มาเตว ลาโอซ

คืนวันพุธ ที่ 21 เมษายน 2564 แทงบอลออนไลน์

เมสัน ได้ชี้ชัยชนะไก่สุดสำคัญช่วงวันแสนวุ่นวาย

ไรอันเมสัน

ไรอันเมสัน

ไรอันเมสัน ผู้จัดการทีมตัวรุกของสเปอร์สยืนยันว่าเซาแธมป์ตัน 2-1 มีความสำคัญมากในการเอา

ชนะความปั่นป่วนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หัวหน้ารักษาการแทนมูรินโญ่ที่ถูกไล่ออกเมื่อวันจันทร์กล่าวว่า

“มันน่าทึ่งมาก (เริ่มจากชัยชนะ) มันโล่งใจเห็นได้ชัดว่านี่คือพายุในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา

แต่เพราะเราคว้าชัยชนะครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผมคิดว่าครึ่งหลังนั้นยอดเยี่ยมฟอร์มความมุ่งมั่นพลังงาน

ทุกอย่างยอดเยี่ยมมาก “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับเราที่จะทำได้ในครึ่งปีแรกพวกเขาทำได้ดีพวก

เขาสร้างโอกาสให้กับฮูโก้และช่วยพวกเราสองคนเป็นทหารเรือระดับโลก แต่ผมคิดว่าเราสามารถควบคุมมัน

ได้ในขณะที่เกมดำเนินไป และมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นทีมจะชนะเกมนี้ ” “การพูดคุยในช่วงพักการแข่งขันคือ

การโน้มน้าวพวกเขาความกล้าที่จะใช้พลังเพื่อแสดงตัวตน แต่ที่นั่นเราต้องแข่งขันด้วยในบางกรณีในครึ่งแรก

พวกเขาเก็บบอลได้เร็วกว่า 2 ลูกและการดวลสูงความขัดแย้งฉันคิดว่า ทำได้ดี แต่เราเปลี่ยนมันในช่วงครึ่งหลัง

ของปีและสามารถควบคุมเกมได้ควบคุมเกมได้แบบหมดจด และครองบอลได้มากในแดนของพวกเขา

ผมคิดว่าโดยรวมแล้วเราเหมาะสมแล้วที่จะเอาชนะในเกมนี้” แทงบอลออนไลน์