5 ชนิด ฟิล์มกันความร้อน รถยนต์ ที่ดีที่สุด

5 ชนิด
5 ชนิด

5 ชนิด ฟิล์มกันความร้อน รถยนต์ ที่ดีที่สุด  ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่ กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับรถยนต์ในบ้านเรา ฟิล์มติดรถยนต์ถือว่าเป็นอุปกรณ์ตกแต่งชิ้นแรกๆ ที่เรานำมาติดตั้งให้กับรถสุดรัก ซึ่งหน้าที่หลักของมันก็หนีไม่พ้นการช่วยลดความร้อนแรงของแดดประเทศไทยแล้ว  โดยพื้นฐานแล้ว ฟิล์มที่ดีควรมีคุณสมบัติการกรองแสงที่สูง โดยจะต้องสามารถป้องกันรังสี UV เพื่อลดปริมาณความร้อนสะสมให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น จะต้องสามารถรักษาทัศนวิสัยการขับขี่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน (การสะท้อนแสงต่ำ) พูดง่ายๆ ก็คือ ตัวฟิล์มต้องไม่เข้ม-ไม่มืด จนกระทั่งทำให้ขับรถตอนกลางคืนลำบากนั่นเองครับ ซึ่งเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสำหรับผู้ที่กำลังจะตัดสินใจซื้อฟิล์มติดรถยนต์ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้น

1. ฟิล์มกรองแสงแบบปกติ (Dyed Window Tint)
ฟิล์มประเภทนี้ จะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ฟิล์มกรองแสงแบบย้อมสี’ สามารถกรองแสงจากดวงอาทิตย์ให้มีความเข้มที่น้อยลง และสามารถสะท้อนรังสีได้บางส่วนเท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถลดปริมาณความร้อนสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นแล้ว ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้ ยังไม่สามารถลดแสงสะท้อนจากภายนอกได้ดีเท่าที่ควร อีกทั้งมีอายุการใช้งานที่สั้นเมื่อเปรียบเทียบกับฟิล์มประเภทอื่นๆ ทำให้ฟิล์มกรองแสงแบบปกติ ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

2. ฟิล์มลดความร้อนประเภทไอโลหะ (Metalized Window Tint)
ฟิล์มความร้อนประเภทไอโลหะหรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ‘ฟิล์มปรอท’ โดยตัวฟิล์มจะมีการเคลือบผิวด้วยไอโลหะต่างๆ ทำให้มีความมันวาวเมื่อมองจากด้านนอก ฟิล์มประเภทนี้มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าฟิล์มกรองแสงแบบปกติ โดยจุดเด่นของฟิล์มประเภทนี้ คือการ ‘สะท้อน’ รังสีความร้อน นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถลดปริมาณความร้อนสะสมภายในห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในเรื่องของการลดแสงสะท้อนจากภายนอก ช่วยทำให้สบายตาขณะขับขี่ในตอนกลางวันที่มีแดดจัด แต่ยังมีข้อเสียในเรื่องของการส่งผ่านสัญญาณดิจิตอลที่ไม่ค่อยจะดีนัก ทำให้เกิดปัญหาการรับ-ส่งสัญญาณ GPS และ Easy Pass อยู่บ่อยครั้ง

3. ฟิล์มประเภทคาร์บอน (Carbon Window Tint)
ฟิล์มประเภทคาร์บอน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘นาโนคาร์บอน’ จะเป็นการนำเอาโมเลกุลคาร์บอนมาผสมไว้ในเนื้อฟิล์ม โดยมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันกับฟิล์มประเภทเคลือบโลหะ (หรือฟิล์มปรอท) นั่นก็คือการสะท้อนและลดความเข้มของรังสีต่างๆ เพื่อป้องกันความร้อนที่จะเข้ามายังห้องโดยสาร เนื่องจากมีฟิล์มประเภทนี้ มีการนำเอาคาร์บอนมาเคลือบที่ชั้นฟิล์ม ทำให้ฟิล์มคาร์บอนจะมีความเข้มที่มากกว่าปกติเมื่อมองจากภายนอก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเดินทาง แต่ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูมืด แต่เมื่อมองจากห้องโดยสารนั้น จะยังคงใสแจ๋วและชัดเจน ทำให้มีทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งกลางวันและกลางคืน โดยปกติแล้ว ฟิล์มกรองแสงประเภทคาร์บอนจะสามารถป้องกันรังสีอินฟาเรดได้สูงถึง 40% ทำให้สามารถกันความร้อนและลดความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นภายในห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ฟิล์มประเภทนี้ยังเป็นมิตรกับคลื่นดิจิตอล ทำให้ไม่มีปัญหาในการใช้สัญญาณ GPS และ Easy Pass เป็นผลให้ฟิล์มประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

4. ฟิล์มเซรามิค (Ceramic Window Tint) ฟิล์มกรองแสงเซรามิค หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘นาโนเซรามิค’ เป็นการนำเอาอนุภาคขนาดจิ๋วของเซรามิคมาเคลือบเป็นชั้นฟิล์ม เมื่อมองจากภายนอกแล้ว จะมีความสว่างใส ทำให้รถดูสะอาดตา และยังสามารถป้องกันรังสี UV ได้มากถึง 99% อีกทั้งยังช่วยป้องกันรังสีความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟิล์มนาโนเซรามิคจะไม่รบกวนสัญญาณดิจิตอล นอกจากนั้นแล้ว ฟิล์มนาโนเซรามิคยังมีคุณสมบัติเด่นอีกอย่างนั่นก็ ฟิล์มประเภทนี้ จะไม่ซีดถึงแม้จะติดตั้งมาเป็นเวลานานก็ตาม ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมานี้ ทำให้ฟิล์มนาโนเซรามิคนี้ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในขณะเดียวกันก็มีราคาสูงที่สุดในตลาดเช่นเดียวกัน

5. ฟิล์มคาร์บอน-เซรามิค (Carbon-Ceramic Window Tint)
นอกจากนั้นแล้ว ในปัจจุบันนี้ ยังมีฟิล์มประเภทคาร์บอน-เซรามิค ฟิล์มประเภทนี้ เป็นลูกผสมระหว่างฟิล์มคาร์บอนและฟิล์มเซรามิค โดยเป็นการดึงเอาจุดเด่นของฟิล์มทั้งสองประเภทมารวมไว้ด้วยกัน เมื่อมองจากภายนอกตัวฟิล์มจะไม่สว่างเท่ากับฟิล์มนาโน และด้วยความมืดที่เพิ่มเข้ามา จะช่วยลดโอกาสการโจรกรรมทรัพย์สินที่มีค่าภายในรถ นอกจากนั้นแล้ว การเพิ่มส่วนผสมของคาร์บอน ยังช่วยลดการสะท้อนของแสงจากภายนอกขณะที่ขับขี่กลางแดดจ้าอีกด้วย และอย่างที่เราได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ว่า ฟิล์มที่ดีนั้น นอกจากจะมีประสิทธิภาพที่ดีการกรองแสงและลดความร้อนได้สูงแล้ว ยังสามารถเพิ่ม ‘ความคูล’ ทำให้รถของเราดูเด่นสะดุดตา และเป็นการเพิ่มมูลค่าของรถเราอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการตีราคาเพื่อซื้อขาย ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากขึ้น เพราะปัจจุบันมีการซื้อขายรถยนต์ออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย ทำให้รถยนต์กลายเป็นสินค้าที่ซื้อง่าย-ขายคล่องมากยิ่งขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *